เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2561 แกนนำเยาวชนเลิฟแคร์คลับ สนับสนุนโดยยูนิเซฟ ประเทศไทย, ตัวแทนเด็ก และเยาวชน กทม., และเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เข้ายื่นจดหมาย “การยื่นจดหมายเพื่อสิทธิการตัดสินใจในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตวัยรุ่น” เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลก ณ บริเวณหน้าอาคาร 1 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

นายสหัสวรรษ สิงห์ลี โฆษก สภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของเด็ก และวัยรุ่น ณ ปัจจุบัน สามารถพบเจอได้ทั่วไป ทั้งที่โรงเรียน, ชุมชน, และตาม Social Network โดยมีที่มาจากปัญหาทางครอบครัว, การเรียน, ความรัก, สังคมในโรงเรียน, และอื่นๆ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาที่มาดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตเสมอ เด็กและเยาวชน ก็สามารถหาทางออกของปัญหาให้ตัวเองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 21 วรรค 3 กล่าวไว้ว่า “ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ หรือขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอมรับการบําบัดรักษา ให้คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล หรือผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ให้ความยินยอมตามวรรคสองแทน”

“บริการที่เราต้องการ อาจจะไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่แค่คุยกับเพื่อน โพสต์ หรือโทรศัพท์สายด่วนแล้วเราจะสบายใจ แต่พอเราจะไปบริการอย่างเช่นสถานพยาบาล พวกเราก็ไม่สามารถไปได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง 18 ปี อีกทั้งไม่ใช่ว่าเด็กทุกคน จะสามารถพาผู้ปกครองไปด้วยได้ บางครั้งเราไม่กล้าบอกพ่อแม่ บางครั้งบอกไปแล้วพ่อแม่ยังกังวลเรื่องการตีตรา หาว่าเรื่องสุขภาพจิต เป็นคนบ้าอีก น่าจะมีบริการเปิดรับรองให้เด็กและเยาวชนก่อน ส่วนการตัดสินใจจะไปรับบริการด้วยตนเอง หรืออยากไปกับพ่อแม่ น่าจะให้เด็กและเยาวชน เป็นคนตัดสินใจมากกว่า” โฆษก สภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร กล่าว

เด็กหญิงปราชญา ศิริ์มหาอาริยโพธิ์ญา แกนนำเยาวชนเลิฟแคร์ และฝ่ายสื่อสารองค์กร สภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า บริการที่เด็กและเยาวชนต้องการ อยากให้ครอบคลุมถึงความหลากหลายของเด็ก ทั้งช่องทางออนไลน์ หรือออฟไลน์ก็ตาม และบริการควรจะสามารถคัดกรองอาการเบื้องต้นของปัญหาสุขภาพจิต พร้อมส่งต่อบริการได้ กรณีที่เด็กเข้าข่ายมีปัญหาขั้นที่ควรจะต้องพบแพทย์เพื่อการรักษา ที่สำคัญ ไม่ควรที่จะลืมการประชาสัมพันธ์บริการ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเด็ก และเยาวชนได้อย่างสม่ำเสมอ

“ในบางช่องทางหนูเชื่อว่าพวกเขามีบริการที่ดี และเพียบพร้อมแล้ว แต่พวกหนูไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ เนื่องจากไม่รู้จัก แต่ถึงแม้บางสถานที่พวกหนูรู้จัก ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้อยู่ดี เพราะมีบานประตูที่เรียกว่า “อายุไม่ถึง 18 ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ด้วยตัวเอง” อยู่ ซึ่งพวกหนูคิดว่า มันเป็นประตูบานแรกของพวกเขา
ที่จะสามารถนำพวกเขาไปเข้าสู่บริการที่ปลอดภัยได้ อย่างน้อยหนูและเพื่อนๆ มีความเห็นว่า อยากจะให้ประตูบานนี้มันเปิดออก และให้เป็นทางเลือกของเด็กเอง ว่าเขาอยากจะเข้ารับบริการด้วยตัวเองได้ หรือพาผู้ปกครองไปด้วย ดีกว่าที่จะมาปิดประตูบานนี้ไปค่ะ” แกนนำเยาวชนเลิฟแคร์ และฝ่ายสื่อสารองค์กร สภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร กล่าว

ส่วนข้อเรียกร้องในจดหมายของเยาวชนในวันนี้ มี 3 ประเด็น คือ

  1. ขอให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 “ให้ผู้ป่วยมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ มีสิทธิในการตัดสินใจที่จะเข้ารับการบำบัดรักษาด้านสุขภาพจิตได้ด้วยตนเอง” โดยไม่ถือเสมือนว่าบุคคลที่อายุต่ำกว่าที่ 18 ปี เป็นเสมือนที่บกพร่องทางความสามารถตามกฎหมายอื่นใด และไม่จำเป็นต้องมีผู้ปกครองเป็นผู้ให้ความยินยอม ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าสูงสุดของพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มุ่งหวังแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยเป็นสำคัญ โดยข้อเสนอนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง แต่เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของวัยรุ่น
  2. เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) ขอให้กรมสุขภาพจิตเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วันสุขภาพจิตโลกเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้วัยรุ่นตระหนักรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องปัญหาสุขภาพจิตอย่างถูกต้อง ตลอดจนทราบถึงข้อมูลการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาและการรักษาอีกด้วย
  3. ขอให้เพิ่มนโยบายการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนต่อในการทำงานด้านสุขภาพจิตทุกมิติ เพื่อเป็นการให้เด็กและเยาวชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตในวัยรุ่น

ร่วมแสดงความคิดเห็น